วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Lazy Monday ตะลุยวังหลัง หาของกินกันเถอะ!!


คนจะอ้วน ร่างกายก็เลยต้องการอาหาร ครั้นจะรั้งใจไว้ ก็ไม่อยู่เสียแล้ว  

เท้ามันเลยพาบีไป วังหลัง ซะงั้น

แฮร่!! เอาล่ะ ไหนๆแล้ว ในเมื่อผอมไม่ได้ ก็จงเรียนรู้ที่จะอ้วนอย่างน่าร๊ากกกกก


     หลังจากรู้ข่าวว่ามีการแคนเซิ่ลคลาสกะทันหัน เนื่องจากอาจารย์ป่วย บีก็เลยเริ่มออกเดินทางตามหัวใจ เวลาบ่าย2เป๊ะ ไปถึงวังหลังประมาณบ่าย3ค่ะ เดินชิม ช็อป เพลินๆ อาหารอร่อย และราคาถูกมาก
เหมาะจะเป็นสถานที่แห่งการเพิ่มน้ำหนักจริงๆค่ะ ^___^


ครึกครื้นพอสมควรเลยค่ะ 
เดินเบียดไปเบียดมา มาเจอร้านลูกชิ้นปลาทอดค่ะ น่ากินมาก > <




อดใจไม่ไหว ลองซื้อมาทาน 1 ชุดค่ะ 
จะบอกว่า เป็นปลาเน้นๆ และนุ่มมากค่ะ


เดินถัดมาอีกนิด เป็นร้าน ซูชิ ค่ะ ร้านนี้เป็นร้านดังของวังหลังเลย
เพราะเป็นซูชิที่ราคาถูกมาก เอาล่ะ มาลองกันเถอะ!!


หน้าร้านลูกค้าเยอะมากค่ะ 


ไม่ได้มีแค่ซูชินะคะ ยังมีเมนูอาหารญี่ปุ่นอื่นๆอีกเต็มเลย


ได้มาแล้วค่ะ เป็นซูชิและทาโกยากิค่ะ



แง่มๆ ลองชิมดูแล้ว

ซูชิรสชาติปานกลางค่ะ แต่ถูกใจตรงที่ราคาถูก
ทาโกยากิรสชาติโอเคค่ะ ผ่าน ราคาถูกใจด้วยเหมือนกัน ^__^

อ้อ บีแอบสังเกตุว่า ถ้าสั่งแล้วนั่งทานในร้าน เมนูจะแพงกว่าหน้าร้านแบบสั่งไปทานที่บ้านค่ะ

เดินมาอีกสักพัก เกิดกระหายน้ำแล้วสิ 
แวะเข้าร้านนี้เลย


บีสั่ง M-150 ปีโป้ปั่น ค่ะ อร่อย รสชาติหวานแบบพอดีๆเลย
และราคาถูกมาก แก้วเบ้อเริ่มแค่ 25 บาทเท่านั้น 


เดินไปอีกสักพัก ซูชิที่ทานมา เริ่มย่อยแล้วค่ะ 
เหมาะเจาะกับวันนี้ ฝนตกปรอยๆ อากาศเย็นๆ อยากซดอะไรร้อนๆ เลยเลี้ยวเข้าร้านนี้เลยค่ะ




น้ำซุปกลมกล่อมดีค่ะ ซดร้อนๆคล่องคอ สบายเลย

อ๊ะ!! มาเจอผลไม้สีเหลืองอร่าม ลูกพลับ ค่ะ
เพื่อนเคยบอกว่า กินคาว ไม่กินหวาน สันดานไพร่ค่ะ (และนี่คือสาเหตุที่อ้วนนั่นเอง555)
งั้นซื้อมาทานสักหน่อยก็ได้
ถุงละ 20 บาทค่ะ รสชาติหวาน มัน อร่อยจัง ฮู้วววว



ยังมีร้านขายของกินอีกมากมายเลยค่ะ น่าทานทั้งนั้น แต่บีทานไม่ไหวแล้วจริงๆ

เริ่มอืดค่ะ พุงเริ่มออกละ





นอกจากร้านอาหารที่เยอะแยะมากมายแล้ว ยังมีร้านขายของต่างๆ เช่น พวกเสื้อผ้า
อุปกรณ์ตกแต่งโทรศัพท์ หนังสือ ฯนฯ





ได้เคสโทรศัพท์เจ้าหนูน้อยมาตัวนึงค่ะ ^^

สำหรับการเดินทางมาวังหลัง 
หากนำรถมาเองสามารถนำมาจอดได้ที่ศิริราชค่ะ ชั่วโมงละประมาณ 10 บาท
หรือนั่งรถโดยสารประจำทางสาย19,57,81,146,149,169, ปอ 91,ปอ177,ปอ157 หรือ อาจนั่งรถเมล์ มาลงที่ ท่าช้าง หรือ ท่าพระจันทร์ (ใกล้ๆสนามหลวง) สายที่ผ่านได้แก่ สาย1,25,31,33,44,47,51,65,75,82,85,90,91,201,203,ปอ.3,ปอ.6,ปอ.8,ปอ.12,ปอ.23,ปอ.44,ปอ.203 แล้วนั่งเรือข้ามฟากจาก ท่าช้าง หรือ ท่าพระจันทร์ ค่ะ

วันนี้ทั้งสนุก ทั้งอิ่มแปล้ อ้วนแล้วอ้วนอีกเลยค่ะ 5555

สำหรับใครที่อยากจะมาอ้วนแบบบี หาอาหารอร่อยๆ และราคาถูก 

อย่าลืมแวะมาชิม มาช็อปกันที่ตลาดวังหลังนะคะ



วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Life of Fuk


     ไม่กี่วันนี้ บีได้มีโอกาสเปิดนวนิยายเรื่องคำพิพากษาของชาติ กอบจิตติ อีกครั้ง หลังจากที่อาจารย์สั่งการบ้านในวิชาวรรณกรรมร่วมสมัย ให้เขียนถึงวรรณกรรมที่ประทับใจและให้ความรู้สึกสะเทือนอารมณ์

    และบีก็ตัดสินใจเลือกวรรณกรรมที่ตรึงความรู้สึกบีมากที่สุดอย่าง "คำพิพากษา" หรือที่หลายๆคนรู้จักกันในชื่อ "ไอ้ฟัก" เป็นวรรณกรรมที่ถูกการันตีด้วยรางวัลซีไรต์ ประจำปี พ.ศ. 2525  

   แรกเริ่มเดิมทีนั้นบีไม่รู้จักวรรณกรรมเรื่องนี้หรอกค่ะ จนวันนึงสมัยมัธยม บีได้มีโอกาสดูเรื่องไอ้ฟัก หลังจากที่ช่อง7 นำมาฉาย โดยมีนักแสดงนำอย่าง  เต้ ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ และ ตั้ก บงกช คงมาลัย

ถึงแม้จะมีฉากล่อแหลมดึงดูดใจเยอะไปหน่อย 555555 
แต่บอกเลยว่าตอนดูครั้งแรก บีโมโหมาก ให้ความรู้สึกว่า ไอ้ฟัก ชีวิตนี้ฟัค(fuck)จริงๆ


ภาพจาก www.numtan.com

   หลังจากนั้น บีมีโอกาสได้อ่านนวนิยายเรื่องคำพิพากษา อันเป็นแบบฉบับต้นเรื่องของภาพยนตร์ บอกเลยว่ามันกินใจกว่ามาก อ่านไปน้ำตาไหลไปเลย


ขอปูพื้นเรื่องย่อก่อนเนอะ 

         ฟัค เอ้ย ฟัก บวชเรียนตั้งแต่เด็กและตั้งใจปวารณาทั้งชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา แต่ก็มีเหตุให้ต้องลาสิกขา หลังจากพ่อทีเป็นภารโรงป่วยลง จากนั้นเขาก็ต้องไปประจำการเป็นทหาร หลังจากที่ฟักปลดประจำการ ก็ได้กลับมาบ้านอีกครั้ง และพบว่าพ่อได้นำ "สมทรง"หญิงสาวจิตไม่สมประกอบคนหนึ่งมาเลี้ยงไว้เป็นภรรยาด้วยความเมตตา
        ไม่นานพ่อของเขาก็เสียชีวิตลง ทิ้งไว้เพียงความเศร้าและสมทรงให้เป็นภาระหน้าที่ของฟักที่ต้องดูแล ฟักดำรงชีวิตด้วยความมัธยัสถ์ สานต่ออาชีพภารโรงของพ่อด้วยความขยัน อดทน  เลี้ยงดูสมทรง โดยไม่เคยล่วงเกินใดๆ
       บ่อยครั้งสมทรงมักจะมาช่วยฟักทำความสะอาดโรงเรียน คลุกคลีอยู่กับฟัก จึงทำให้ชาวบ้านคิดไปต่างๆนานาว่าฟักได้เอาเมียพ่อมาเป็นเมียตนเสียแล้ว
       ความทุกข์ระทมจากคำครหาของชาวบ้านที่เข้าหูฟักบ่อยๆ ทำให้ตัวฟักนั้นเกิดความเครียดอยู่เสมอ
ยังโชคดีที่ฟักได้รู้จักกับ ลุงไข่ สัปเหร่อที่มีความเข้าใจในชีวิตของฟัก เนื่องจากพบเจอประสบการณ์เดียวกัน ฟักจึงมีลุงไข่เพียงคนเดียวที่เป็นเพื่อนยามเหงา คอยปรับทุกข์และให้ข้อคิดแก่เขา
       ฟักใ้ช้เหล้าในการเยียวยาความรู้สึกเจ็บปวดนั้น มีเงินเท่าไหร่ ก็ถลุงไปกับเหล้าเสียหมด ยิ่งทำให้ชาวบ้านนินทากันว่า "ฟักมันชั่ว" เสียแล้ว
       ฟักถูกชาวบ้านนินทาจนเกิดความเครียดไม่พอ ครั้นจะขอเอาเงินที่เคยฝากครูใหญ่คืน ก็กลับโดนครูใหญ่โกงเงินนั้นเสีย ไปต่อว่าหน้าบ้านครูใหญ่ ชาวบ้านก็หาว่าเขาเสียสติ รุมด่าทอและทำร้ายร่างกายฟักจนสะบักสะบอม...

                         แต่ความเศร้าของชีวิตที่แสนเนิ่นนานก็ปิดฉากลงด้วยการตายของฟัก
ฟักตายแล้ว ฟักไปสบายแล้ว


เป็นนวนิยายที่ถูกตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีหลายปกมากค่ะ แต่บีอ่านปกสีขาวเล่มนี้
ภาพจาก http://www.oncebookk.com

บีว่าวรรณกรรมเล่มนี้มันวิเศษมาก ถ้าใครเคยดูในแบบฉบับภาพยนตร์ของสหมงคลฟิล์มมาแล้ว
แล้วได้มาเสพในแบบฉบับนวนิยายจะรู้เลยว่า มันตรึงใจกว่ามากๆ 

เป็นวรรณกรรมที่สามารถดึงอารมณ์ร่วมของผู้อ่านตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่องได้ แม้ไม่ได้มีการสรรคำที่ไพเราะเพราะพริ้งมาใช้ ที่เป็นแบบนี้คงต้องยกให้เนื้อหาที่มีการนำเสนอแนวคิดที่มันจี๊ดดดดด

ชวนให้ฉุกคิดตลอดว่า 


"นี่เราได้เผลอทำร้ายใครโดยการตัดสินเขาไปแล้วรึเปล่า
หรือที่ผ่านมาเราโดนกระทำจากคำครหาของคนอื่นหรือไม่"


บีว่าสิ่งที่ได้รับจากวรรณกรรมเรื่องนี้มันทำให้ผู้อ่านเข้มแข็งขึ้นค่ะ
เป็นธรรมดาของปุถุชนค่ะ ทุกคนต้องถูกครหาอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะมองมันในมุมไหนมากกว่า

หากเราเป็นผู้ถูกกระทำจากคำครหานั้น เราต้องเข็มแข็งและอย่าให้อะไรมามีอิทธิพลกับตัวเรา
บีว่าสัปเหร่อไข่นี่เป็นตัวแทนของคนที่ Live and learn เลยค่ะ เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหา
 เข้าใจและใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

อีกข้อคิดที่เห็นจะได้แน่ๆ เห็นจะเป็นเรื่องของการไม่ด่วนตัดสินใครทั้งจากท่าทาง ฐานะ คำพูด และจะเป็นอันดีหากเราวางใจเป็นกลาง ไม่นำเรื่องของคนอื่นมาพูดให้เขาเสื่อมเสีย เพราะในความเป็นจริงแล้วเราไม่มีสิทธิตัดสินชีวิตใครว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ เพราะสิ่งที่เราเห็นนั้น เป็นเพียงมุมชีวิตของเขาเพียงมุมหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายมิติที่เราไม่ได้เห็นในตัวตนของเขา...

จะว่าไปแล้ว ก็ทำให้บีนึกถึงหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่เคยดังในเว็บบอร์ด

 "มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนเกลียดเมธาวี"


ภาพจาก www.matichon.co.th

หญิงสาวสวย ที่ถูกเพื่อนๆร่วมสถาบันพูดถึงเธอต่างๆนานา ทั้งมีคนที่แอบปลื้ม ชื่นชอบเธอ
และคนที่คอยพูดใส่ร้ายให้เธอเสื่อมเสีย

ตัวเธอนั้นยังไม่รู้เลยว่าเธอเป็นคนอย่างไร แต่สังคมก็ตีตราเธอไปก่อนเสียแล้ว
...

เป็นหนังสั้นที่ได้ข้อคิดมากๆค่ะ



บอกเลยว่า ทุกครั้งที่มีใครพูดถึงคนอื่นในแง่มุมไม่ดี บีจะคิดแล้วคิดอีก ไม่ปักใจเชื่อเลย

และบีจะรู้สึกไม่ชอบใจใครจริงๆก็ต่อเมื่อบีได้รับกริยาที่ไม่ดีของเขา จากการกระทำที่เขาทำจริงๆ ไม่ใช่เพียง คำพูดของคนอื่น

             และสำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกกระทำจากคำพูดของคนอื่น บีอยากให้ข้อคิดและกำลังใจว่า "คำพูดของคนอื่นไม่สำคัญเท่าการกระทำของตัวเรา" ค่ะ 




วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ตะลุยคลายเหงา วันเสาร์ที่ดอนหวาย-ข้าวสาร

          วันเสาร์อากาศดีๆแบบนี้ บีคิมรู้สึกว่ามันช่างเหมาะจะไปเตร็ดเตร่เดินเล่นที่ไหนสักแห่งจริงๆ

   เฮ้อ.... หลังสอบมิดเทอมเสร็จ โดนข้อสอบทำร้ายไม่พอ ยังต้องทนอยู่บ้านจนเหงาจะเฉาตายอยู่แล้ว ไม่เห็นมีใครใส่ใจเค้าเลย งอแงๆ

เอาล่ะ ฉันจะไม่ยอมอยู่บ้านแบบนี้!!! 
ว่าแล้วบีเลยวางแพลน เริ่มเตรียมจัดแจงกระเป๋า(ตังค์) ไปตลาดน้ำดอนหวาย แล้วตบท้ายด้วยถนนข้าวสาร ฮูเร่!!

เริ่มออกเดินทางยามบ่ายกว่าๆ แดดเปรี๊ยงเลยค่ะ  
บีไปถึงตลาดน้ำดอนหวายราวๆ3โมงเย็นค่ะ ตลาดคึกคักมาก 



ระวังศีรษะกันหน่อยนะคะ หลังคาโหลดต่ำมากจริงๆ ^^"



นี่เลยค่ะ เป็ดมหัศจรรย์ 5555 เป็ดพะโล้ของขึ้นชื่อของที่นี่เลย ค่อนข้างมีหลายร้านนะคะ 
รสชาติและราคาก็แตกต่างกันไป  มาตลาดดอนหวายทั้งทีห้ามพลาดเชียว 
แต่สำหรับบีทานมาหลายร้านแล้ว นับว่ารสชาติถูกใจหลายร้านเลยค่ะ  

เดินมาสักพักกระหายน้ำค่ะ เจอร้านไอติมโบราณพอดี 
ราคาย่อมเยา10บาทเท่านั้นค่ะ และบีไม่พลาดแน่นอน5555 
ซื้อรสส้มมาค่ะ อร่อยใช้ได้เลย  ^^


เดินช็อปไป กินไปเพลินๆ (เดินชนคนนู้นคนนี้ไปด้วยค่ะ ซุ่มซ่ามจริงยัยคนนี้5555) 
มีอาหารรวมถึงขนมโบราณต่างๆขายเยอะมากค่ะ 
เอาเป็นว่าหากินที่ไหนไม่ได้ ต้องมาหาที่นี่แหละเนอะ



พวกของเล่นคลาสสิคๆก็มีเยอะแยะหลายร้านเลย ถ้าเด็กๆมาเจอต้องปล่อยไอแพดในมือแน่นอน



อ้อ ลืมบอกไปค่ะ ที่ดอนหวายมีล่องเรือกินลมชมวิว ไปวัดไร่ขิงด้วยค่ะ 
เรือจะออกเป็นรอบๆนะคะ ราคาไม่แพง ประมาณ 60 บาท  ^^ 
แต่สำหรับบีอดค่ะ555 วางแพลนว่าจะไปข้าวสารต่อแล้วนี่น่า > < เดี๋ยวไม่ทันเนอะ


ลาตลาดดอนหวายวันนี้ด้วยลูกชิ้นของโปรดบีแล้วกัน อร่อยมากจริงๆค่ะ  
ชุดละ 60 บาท แต่อร่อยละมุนลิ้น คุ้มมากๆ



มามะ ถึงเวลาของถนนข้าวสารแล้วล่ะ !!
บีคาดว่าทุกคนคงเคยไปเยือนกันแล้วล่ะ  บีชอบบรรยากาศของถนนข้าวสารนะ 
ดูครึกครื้นทุกวัน แต่เวลาเดินเล่นแล้วรู้สึกสงบๆใจยังไงบอกไม่ถูกแหะ
ที่สำคัญฝรั่งแซ่บๆก็เยอะอยู่ 555555




บรรยากาศรายล้อมไปด้วยร้านนั่งชิลค่ะ

ที่นี่มีของแฮนด์เมดเจ๋งๆขายเยอะมากเลยนะ 
โอ้ยยย ชอบจัง > <




มีเพ้น Henna ด้วยค่ะ เป็นเอกลักษณ์ของถนนข้าวสารเลย


ส่งท้ายกันด้วยของกินอันเป็นอัตลักษณ์ของถนนข้าวสาร
 เรียกได้ว่าตลอดไลน์ถนนมีเป็นสิบๆร้านเลยก็ว่าได้

 ผัดไทค่ะ ^__^ 



ได้มาแล้ว เย้




จบกันไปสำหรับทริปคลายเหงา จากตลาดดอนหวาย
ไปสุดปลายทางที่ถนนข้าวสาร
เรียกได้ว่าอิ่มหนำสำราญตลอดทริปเลยค่ะ
ว่าแล้วบีก็ต้องขอตัวไปนอนงีบแล้วล่ะ 
วันนี้ตะลุยมันส์ไปหน่อย ปวดแข้งปวดขาไปหมดเลยค่ะ แหะๆ 

^___^"